Home สาระน่ารู้ คนทั้งหมู่บ้านช่วยกันเลี้ยงดูส่งเรียนจบมหาลัย “เด็กน้อยสิ้นพ่อ-แม่ทิ้ง” ผ่านไป 15 ปี กลับมาทำให้ทุกคนน้ำตาคลอ

คนทั้งหมู่บ้านช่วยกันเลี้ยงดูส่งเรียนจบมหาลัย “เด็กน้อยสิ้นพ่อ-แม่ทิ้ง” ผ่านไป 15 ปี กลับมาทำให้ทุกคนน้ำตาคลอ

1,007

เมื่อไม่นานมานี้มีเว็บไซต์ต่างประเทศได้นำเสนอเรื่องราวของชาวเน็ตท่านหนึ่ง โดยมีเรื่องราวอยู่ว่า “เสี่ยวเทียน” เป็นเด็กกำพร้า ตอนอายุ 4 ขวบครึ่ง พ่อจากไปเพราะประสบอุบัติเหตุรถชน เมื่อเสาหลักของครอบครัวได้ล้มลง แม่ของเสี่ยวเทียนก็ต้องเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว เนื่องจากครอบครัวก็มีฐานะยากจน แม่เลยทนลำบากไม่ไหวเพราะแทบจะไม่ได้เห็นแสงสว่างข้างหน้าเลย หลังจากพ่อเสี่ยวเทียนเสียไปได้ครึ่งปี แม่ก็ได้ขโมยเงินชดเชยจากการเสียไปของพ่อแล้วหนีไป

คนในหมู่บ้านก็ต่างพูดกันว่าแม่ของเสี่ยวเทียนเลือดเย็น ทิ้งลูกในไส้อย่างเขาได้ลงคอ ชาวบ้านได้เห็นเสี่ยวเทียนร้องไห้หาแม่ ก็อดที่สงสารจนน้ำตาไหลไม่ได้

คนในหมู่บ้านนิยมชมชอบพ่อของเสี่ยวเทียน เนื่องจากพ่อของเขาเป็นคนใจดีมีน้ำใจ เป็นคนจริงมีความสามารถ เมื่อพ่อของเขาเห็นคนชราหลายๆคนในหมู่บ้านชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดีก็ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ บ้านของเขามีที่ดินไม่เยอะนัก ไม่กี่วันพ่อของเสี่ยวเทียนก็จัดการได้หมด แต่พ่อเขาหยุดพักไม่กี่วัน ก็ไปช่วยคนอื่นทำงานต่อ

สิ่งที่พ่อของเขาทำอยู่ในสายตาของชาวบ้านตลอด ผู้ใหญ่บ้านเองก็ยังชื่นชมเขาต่อหน้าทุกคนบ่อยๆ บอกว่าเขาเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกบ้าน แต่เมื่อวันคืนพลิกผัน เกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยที่ไม่มีใครในหมู่บ้านเคยคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้กับคนดีๆอย่างพ่อเขา

คนในหมู่บ้านรู้ดีว่า การจากไปของพ่อเสี่ยวเทียนทำให้ครอบครัวเขากดดันมาก เพื่อจะช่วยเหลือครอบครัวเสี่ยวเทียน คนในหมู่บ้านต่างยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ แต่ที่นึกไม่ถึงก็คือแม่ของเขาจะตัดสินใจทำสิ่งที่ไร้ซึ่งศีลธรรมอย่างนี้

เมื่อเห็นเสี่ยวเทียนเหลือตัวคนเดียว คนในหมู่บ้านก็สงสาร 2-3 วันนั้นผู้ใหญ่บ้านเรียกประชุมลูกบ้านเพื่อคุยกันเรื่องปัญหาของเสี่ยวเทียน บางคนเสนอว่าควรจะส่งเสี่ยวเทียนไปบ้านเด็กกำพร้า มีแต่ที่บ้านเด็กกำพร้าเท่านั้นจะทำให้เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็มีบางคนคัดค้าน คนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากพ่อของเสี่ยวเทียนก็ก้าวออกมาบอกว่า หมู่บ้านนี้ต่างหากที่เป็นบ้านของเสี่ยวเทียน จะส่งไปอยู่ที่ไหนไม่ได้เด็ดขาด พวกเขาจะดูแลเสี่ยวเทียนเอง

แม้ว่าคนในหมู่บ้านจะเสนอวิธีที่แตกต่างกันไป แต่พวกเขาล้วนเป็นห่วงเสี่ยวเทียน หลังปรึกษาหารือกัน ผู้ใหญ่บ้านก็ตัดสินใจที่จะให้เสี่ยวเทียนอยู่ที่หมู่บ้านต่อไป โดยจะให้อยู่ที่บ้านตนชั่วคราวก่อน

เสี่ยวเทียนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลาเข้าโรงเรียน ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ช่วยกันออกเงินเป็นค่าเทอม ด้วยความช่วยเหลือของชาวบ้าน เสี่ยวเทียนก็ค่อยๆรู้ความขึ้นเรื่อยๆ จะว่าไปเสี่ยวเทียนก็แทบจะเหมือนพ่อของเขา ในวัยเดียวกันเขารู้ความมากกว่าเด็กคนอื่นมาก เสี่ยวเทียนคิดว่าคนในหมู่บ้านทุกคนเป็นเหมือนญาติของตน

เมื่อขึ้นชั้นมัธยมต้น เสี่ยวเทียนก็เริ่มโตเป็นหนุ่ม เขาเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่พ่อทิ้งไว้ให้ไม่กี่เอเคอร์ เวลาถึงฤดูเก็บเกี่ยว ด้วยความช่วยเหลือของคนในหมู่บ้านก็สามารถเอาผลผลิตไปขายแลกเป็นเงินไว้เป็นค่าเทอม

ตั้งแต่ขึ้นชั้นประถมเสี่ยวเทียนก็ไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นเด็กร่าเริง ตกค่ำถึงบ้านไหนก็นอนบ้านนั้น หิวตอนอยู่ที่ไหนก็กินที่บ้านนั้น หลายปีมานี้เขากินข้าวในทุกบ้าน นอนไปทั่วทุกเตียงในแต่ละบ้าน แต่ก็ไม่มีชาวบ้านคนไหนรังเกียจเขา

ชาวบ้านดีกับเสี่ยวเทียนมาก เขาเองก็รู้ แต่อาจจะเป็นเพราะด้วยอายุที่ยังน้อย เขาไม่รู้ว่าจะแสดงความขอบคุณทุกคนออกมายังไง แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยเขาก็เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ ตั้งแต่เขาเข้าเรียนปริญญาตรี เขาก็ตัดสินใจว่าจะต้องพยายามตอบแทนบุญคุณทุกคนที่เลี้ยงดูเขา

ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเขาต้องพยายามมากขึ้นไปอีก ทั้งต้องตั้งใจเรียน และทำงานหาเงินส่งเสียตัวเอง เพื่อนๆต่างถามเขาว่าทำไมต้องขยันขนาดนั้น เสี่ยวเทียนก็บอกพวกเขาด้วยความภาคภูมิใจว่า เพราะมีครอบครัวใหญ่รอเรากลับไปเลี้ยงดูน่ะสิ เพื่อนๆต่างไม่มีใครเข้าใจความหมายของคำว่าครอบครัวใหญ่ของเขา มีแต่เสี่ยวเทียนที่รู้ว่า นั่นคือชาวบ้านยากจนบนภูเขาที่เลี้ยงดูเขามาเกือบทั้งชีวิต

เสี่ยวเทียนเรียนจนจบมหาวิทยาลัยก็หยุดเรียน เพราะหลายปีมานี้ค่าเล่าเรียนของเขา นอกจากจะหาเองแล้ว บางส่วนยังเป็นเงินที่คนในหมู่บ้านส่งมาให้ แถมความฝันของเสี่ยวเทียนก็ไม่ได้ยึดติดกับการศึกษา เขามีอีกความฝันที่ใหญ่กว่าก็คือการมีอาชีพเป็นของตัวเอง

หลังเรียนจบเสี่ยวเทียนก็บอกลาคนในหมู่บ้าน เดินทางไปสู่โลกกว้างด้วยตัวเอง ตอนที่เสี่ยวเทียนจากมา คนในหมู่บ้านก็ไม่ได้คิดอะไรมากเพราะรู้ว่าเขาโตแล้ว ต้องออกไปใช้ชีวิต แต่ที่ชาวบ้านคาดไม่ถึงก็คือ การบอกลาของเสี่ยวเทียนจะหมายถึงไม่กลับมาเลย 15 ปี แต่ใน 15 ปีนี้เขามักจะโทรศัพท์กลับมาเป็นประจำ บอกทุกคนว่าไม่ต้องเป็นห่วง เขาทำธุรกิจอยู่เมืองอื่น มีเวลาจะกลับมาเยี่ยม

แต่ดูเหมือนคำว่าจะกลับมาจะเป็นแค่คำพูดเพื่อให้สบายใจเท่านั้น เนื่องจาก 15 ปีมานี้ เสี่ยวเทียนไม่กลับบ้านเลยสักครั้ง จนวันหนึ่งเมื่อเกือบจะถึงตรุษจีน อยู่ดีๆก็มีรถบรรทุกคันใหญ่มากมายมาที่หมู่บ้าน”กึงๆๆ” เสียงดังดึงดูดความสนใจของคนทั้งหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านสังเกตุเห็นว่ามีรถเก๋งสีขาวขับนำหน้ารถบรรทุกมาด้วย แต่ก็นึกไม่ออกว่าคนขับเป็นใคร

ตอนที่ชาวบ้านกำลังถกกันอยู่นั่นเอง รถก็มาหยุดอยู่ข้างหน้า ชายหนุ่มที่ลงมาจากรถหรูถือกระเป๋าหนัง ใส่ชุดสูท และรองเท้าหนังเงาวับ ชาวบ้านยิ่งมองก็ยิ่งคุ้นตา แต่ก็ยังจำไม่ได้ “นี่เสี่ยวเทียนใช่มั้ย” ชายชราคนหนึ่งเอ่ยปากถาม เมื่อได้ยินชื่อเสี่ยวเทียน ชาวบ้านก็ต่างเข้ามารุมล้อม เมื่อเสี่ยวเทียนเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอาเรียกชื่อเขา เสี่ยวเทียนก็รู้สึกอบอุ่นเมื่อได้เจอคนคุ้นเคย

เมื่อผู้ใหญ่บ้านได้ยินว่าเสี่ยวเทียนกลับมาแล้ว ก็รีบมาที่ทางเข้าหมู่บ้านทันที มองเห็นรถบรรทุกมากมายจอดอยู่ ที่แท้รถพวกนี้บรรทุกของที่เสี่ยวเทียนนำมามอบให้คนในหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านเห็นเสี่ยวเทียนได้ดิบได้ดี ก็เข้าไปจับมือเขาแน่น พูดไม่ได้หยุดเลยว่า “ดีๆ เด็กดี เป็นใหญ่เป็นโต”

“วันนี้ผมขอคุกเข่าลงต่อหน้าทุกคน ทุกคนนคือพ่อแม่ของผม เป็นญาติของผม ผมรู้ว่าเงินพวกนี้มีค่าเทียบไม่ได้กับการที่ทุกคนเคยเลี้ยงดูผมมา แต่ผมก็ต้องตอบแทนบุญคุณบ้าง” เมื่อได้ยินเสี่ยวเทียนพูดแบบนั้น ชาวบ้านก็กลั้นน้ำตาไว้ต่อไปไม่ไหว

หลังจากนั้น เสี่ยวเทียนก็ได้ตั้งองค์กรการกุศลของตัวเองในหมู่บ้าน ทุกปีเขาจะโอนเงินจำนวนหนึ่งมาให้เพื่อชาวบ้านที่ยากลำบาก ด้วยความช่วยเหลือของเสี่ยวเทียน ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ไม่ยากจนอีกต่อไป